MarketingTools

วันนี้จั่ว หัวเอนทรี่อะไรแปลกๆ
แต่ไม่แปลกอะไร แต่วันนี้จะมาแชร์วิธีการนึง
นี่นอกจากจะคิดงานได้แล้ว
ยังสามารถเรียนรู้วิธีการคิดงานของคนอื่น
และทำให้เราสามารถคิดงานต่อยอดขึ้นไปได้อีก

สำหรับน้องๆ หรือคนที่ไม่ได้มาทำงานด้าน creative
หลักๆ การทำงานชิ้นนึง
แน่นอนมางานทำงานส่วนใหญ่ก็มาจากลูกค้า
สมมติลูกค้าอยากขายสินค้าตัวใหม่ของเขาเอง
ก็มาติดต่อ เอเจนซี่ หรือบริษัทตัวแทนโฆษณา
ขั้นตอนแรก ฝ่ายบริการลูกค้า (Client service)
ก็จะไปรับโจทย์นี้จากลูกค้า ถามว่าสินค้าที่มันเป็นยังไง
ทำอะไรได้ กินแล้วช่วยอะไร ราคาเท่าไร คิดว่าใครจะคิด
วางโครงสร้างอยากได้อะไรจากกลุ่มเป้าหมาย
( ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นยอดขาย)
แล้วเมื่อกลับมาถึงออฟฟิต ฝ่ายบริการลูกค้า นี่ละ
ก็จะมานั่งคุยกัน (กูจะเอาไงกับมันดี) โดยมีไม้ต่อที่คนมาช่วยคิด
ก็คือ strategic planner (บุคคลผู้นี้ ก็ไม่ใช่พระเจ้า เป็นคนธรรมดาๆ)

เขาคนนี้ ก็จะไปวิเคราะห์ตลาด อะไรคือสินค้า ข้อดี ข้อเสีย
กลุ่มเป้าหมายของสินค้านี้คือใคร ชาย หญิง เกย์ กระเทย เด็ก ผู้ใหญ่
ชอบอะไร ไลฟ์สไตล์เป็นไง ที่บ้านมีพ่อแม่ ก็คน
( ส่วนใหญ่ก็มีอย่างละคนกันทั้งนั้น)
ข้อมูลที่ได้ก็เป็นทั้งข้อมูลดิบ และข้อมูลสุกที่ผ่านการวิเคราะห์มาส่วนนึง

ต่อมาข้อมูลเหล่านั้น + ข้อมูลจากลูกค้า + ข้อมูลการตลาด
ก็มาเป็น บีฟ (ไม่ใช่เนื้อวัวนะ ) มาถึงผู้ที่เกี่ยวข้องคนต่อไป
ก็คือทีมครีเอทีฟ ที่จะมานั่งเทียน นั่งวิเคาะ หรือนั่งคุยกัน
แต่แล้วแต่ที่นะคับ บางบริษัทมีวิธีการอย่างอื่นก็ได้
ว่าจะใช้วิธีการ เป็นไอเดีย การเล่าเรื่อง 
หรือทำออกมาเป็นงาน (execute) ยังไง
แล้วก็โดนมาที่ผู้เกี่ยวข้อง ด้านภาพ ด้านภาษา
หรือ จะทำให้เป็นชิ้นงาน สุดท้ายก่อนไปถึงลูกค้า
ก็ต้องมาคุยกับฝั่ง client service อีกว่าใช่ไหม
(ย้ำนะคับ ว่าทุกฝ่ายไม่มีใครเป็นพระเอกหรอกนะ
 Team work สำคัญที่สุด ) 
 

โดยหลักการส่วนใหญ่มันก็เป็นอย่างงั้น
แต่ละที่อาจจะมีฝ่ายปลีกย่อย ต่างกันบ้าง
ช่างหัวเขาบ้าง ก็ปล่อยไป

สุดท้ายเมื่องานออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
ให้ลูกค้าดู, ลูกค้า say "Yes i like it"

(บางคนก็พูดคำอื่นนะคับ )
ก็เป็นผลงาน เป็น campaign, เป็น TVC
เป็น Print ad, เป็น web 
ก็แล้วแต่งาน

ว่าแต่จะมาเล่าทำไมละนี่ ??
ในเมื่อบางงานเราก็ไม่ได้ทำอะไร
หรือตูจะได้ไปอยู่ในฝ่ายต่างๆ เหล่านั้นบ้างไหมนี่


ในเมื่อเราไม่ได้ทำงานตรงนี้ แต่จะฝึกวิธีคิดบ้างจะไม่ได้เหรอ?
มีวิธีการหนึ่งที่ผมใช้ แล้วเวิคมาเล่าให้ฟัง
คือ 1. คิดย้อนกลับไปเลย เมื่อเห็นงานชิ้นนึง
จะเป็น print ad หรือ เป็น tvc หรือ เป็นเวบ
เห็นว่าเขาทำอะไร ใน ad ชิ้นนี้พยายามจะสื่ออะไรให้เรานะ
มันมีวิธีการขายของยังไงที่ทำให้เราอยากไปซื้อนะ
เออ นี่ คำพูดในแอด นี่นะคมจัง
เช่น พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
(ผมเชื่อว่าหลายๆ คนชอบ ad ตัวนี้และจำได้ดีทีเดียว)

แล้วคิดย้อนกลับไปอีก ว่า ทำไมนะ
ทำไมเขาเสนอวิธีการแบบนี้?
ทำไมเขาพูดแบบนี้?
 
ทำไมใช้ภาพแบบนี้?
ลองใช้การตั้งคำถามแบบนี้ เรื่อยๆ ในการเห็น
อาจจะเริ่มต้น ตั้งคำถามจาก ad ที่เราชอบก็ได้
มันไม่สำคัญหรอกนะ
ที่เวลาตั้งคำถามแล้วอาจจะได้คำตอบในใจไม่ถูกต้อง
แต่สิ่งสำคัญคือคุณรู้จักที่จะคิดตั้งคำถามมันต่างหาก


ที่นี้คิดย้อนกลับไปอีก
ว่าโจทย์เขาเป็นยังไงนะ
ที่ได้มาจากลูกค้า ลูกค้าเขาคงอยากให้ขายของ
หรือลูกค้าอยากให้เขาสร้างภาพ
หรือลูกค้าอยากได้ทั้งสองอย่าง

strategy ที่ได้มามันเป็นยังไงนะ
client service team ด่ายังไงกับครีเอทีฟบ้างนะ
หรือถ้าเราได้โจทย์แบบนี้ แล้วไม่ทำแบบที่เราเห็น
จะมีแบบไหนที่เราทำได้บ้าง? นอกเหนือจากแบบนี้ ?
คิดให้มันแบบสนุกเข้าไว้
เรื่องแบบนี้เวลาคิดทำไมต้องไปคิดมุมเครียดๆ ละ

พิมพ์เหนื่อยแล้ว ลองคิดกันดูนะครับ
ผมเป็นเหมือนดีเจ แล้วกัน พูดให้เข้าเพลง
แต่นี่พูดเข้างานตัวอย่างดีกว่า
จะยกตัวอย่างงานหนึ่งที่เป็น Global campaign ของ HP



ที่ชื่อ The Computer is Personal Again.
ไว้ขายแค่ตัว computer , notebook
ทำไม execution มันเป็นรูปมือแบบนี้ละ ?

ทำไมไม่เป็นรูปเครื่องคอมแล้วมีคนมายืนยิ้มข้างคอม?
แล้วก็บอกอันนี้คอมพิวเตอร์ของกูนะ 
( This computer is Personal )
ที่นี้วิธีการหาก็คือ หาข้อมูลตัว product ของมันเลย
ว่ามีข้อดีอะไร ถึงทำแบบนี้

แล้วผมก็ค้นพบว่า เมื่อครั้งนึง HP ได้ทำโน้ตบุ้ค
ที่มีระบบความปลอดภัย เป็นของตัวเอง
คือ ระบบสแกนนิ้วชี้ ติดอยู่กับเครื่อง
เมื่อคนที่ต้องการการรักษาข้อมูลที่สำคัญไว้ 
ก็ต้องเป็นเจ้าของเครื่องเท่านั้น แต่นั้นละใครๆก็สามารถ hack
เอา username + password เวลาเข้าเครื่องได้ง่ายๆ
HP เลยเอาฟังค์ชั่นนี้ติดอยู่ เวลาก่อน login เข้าเครื่อง
ต้องผ่านสแกนนิ้วนะ นิ้วคนทีลายมือ(ลายนิ้ว)
ที่เป็น Personal ส่วนตัวมากๆ เจ้าของเครื่องที่มีลายนิ้ว
ตรงกันเท่านั้น ถึงเข้าเครื่องได้ 
( ฉะนั้นก่อนจะเข้าคอม
เจ้าของเครื่องควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง) 

นี่คือฟังค์ชั่นของ HP ที่ต้องการให้คนอื่น
กลุ่มเป้าหมาย + คู่แข่งจดจำได้
ว่าตูเป็นเจ้าแรกนะ และคอมพิวเตอร์ของตู
นี่ละ ระบบความปลอดภัยดีเยี่ยม
เหมือนกับคำที่ว่า The Computer is Personal again.
(อาจจะมีคำอื่นที่ใช้ได้อีกนะ ลองไปคิดกันดู)

ที่นี้ The Computer is Personal again
ก็เหมือนกับ slogan หรือบอกไอเดียของแคมเปญ
ที่บ่งบอกความเป็นคอมพิวเตอร์ของ HP ได้ดี
แล้วแตกมาเป็นชิ้นงาน ไอเดีย ต่างๆ อีกมากมาย

 



และมีแคมเปญหนึ่งที่น่าสนใจ
ที่ทำเป็น ลักษณะไวรอล
เมื่อปี 2006
ที่ HP อยากจะเข้าไปอยู่ในกระแสของฟุตบอลโลก
เลยเอา Fingerskilz
ที่แค่นิ้ว สามารถสร้างเรื่องที่คุณคาดไม่ถึงได้



ลองดูหนังไวรอลเขานะคับ
ในปีนั้นที่เผยแพร่ผ่านทางอินเตอร์เนตอย่างเดียว
มีคนเข้าไปที่เวบ มากถึง 6.3 ล้านคนในเวลา 1 เดือน



ใครดูหนังอันนี้แล้วลองตามเข้าไปในเวบที่เขาบอก
จะพบหนังอีกหลายตอน
แล้วทำเป็นลักษณะเหมือน Blog คนธรรมดา

ไอเดียง่ายๆแบบนี้ แต่ประสบความสำเร็จ
เลยมีแคมเปญต่อเนื่องมาในปี 2008
ที่ชื่อว่า HP TouchSmart Presents Idolhands



ลองเข้าไปเล่นดูที่ http://h50263.www5.hp.com/idolhands/

แค่ HP อันเดียว ยังมีเรื่องสนุกๆ ให้คุณคิดได้อีกมาก
ลองนำวิธีคิดมุมกลับ ต่อยอดจากงานคนอื่น
เอาไปคิดทุกครั้งเมื่อเห็นงานนะคับ
ฝึกบ่อยๆ แล้วคุณจะเก่งขึ้นกว่าเดิมอีกมาก

ปล. วันนี้ว่างนะคับ เขียนซะยาวเชียว

เอ็นทรี่นี้เป็นตอนจบละคับ
เคยเขียนลงมาแล้วละคับ
ใน http://adverblog.exteen.com/20070923/burger-king-the-king-game
แต่พอดี 3 เอนทรี่ก่อนเป็นเรื่องเกมส์
อันนี้ก็ถือว่า เป็นต่อยอดของการตลาดอีกที



ตัวอย่างการคิดแบบนอกกรอบของ
Burger King
ที่ไม่ได้คิดจะทำโปรโมชั่นเพียงแค่ลด
แลก แจก แถม แบบทั่วไป
แต่กล้าที่จะทำอะไรให้แตกต่าง
โดยครั้งนี้ได้ทำการจับมือร่วมกับ
Blitz Games
หนึ่งในผู้พัฒนาเกมส์บน platform ของ Xbox
ผลิตเกมส์ที่เป็นของ Burger King เองเลย ด้
วยมองว่ากลุ่มเป้าหมายของทั้ง
Burger King
และ Xbox นี้มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน
เป็นอะไรที่น่าจะเสริมซึ่งกันและกันได้



โดย game ที่ว่านี้ได้นำตัว The King และ Subservient Chicken
ซึ่งทั้งสองตัวนี้เป็นเสมือนตัวแทนของ Burger King
ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีจากโฆษณาต่างๆที่ผ่านมา
จับนำมาใส่ลงใน
game เลยครับ
ให้เล่นกันเต็มที่ตามแนวความคิดของแบรนด์
ที่ให้คุณทำได้ในสิ่งที่คุณอยากทำ

โดย
Burger King มองว่าจะสามารถสร้างประสบการณ์
ความบันเทิงในแบบ
interactive
ที่จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้ได้นานที่สุด ผ่านลักษณะgame
ในรูปแบบ การแข่งความเร็ว การต่อสู้และผจญภัย
ซึ่งเป็นรูปแบบยอดนิยมของเกมส์ส่วนใหญ่
ที่ผู้เล่นคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
แต่สร้างให้เน้นในเรื่องความสนุกสนานเป็นหลัก
และสามารถเล่นกันได้ทุกวัย เป็นเกมส์ในเรต
E (everyone)
เท่าที่เห็นเป็นเกมส์ที่ออกแนวตลกๆกวนๆเสียมากกว่า


โดยเกมส์นี้จะเป็นเกมส์ที่เรียกว่าราคาถูกมากแค่ 4 ดอลล่าห์
ซึ่งทางเบอร์เกอร์คิงทำมาในลักษณะแถมไปกับชุดอาหารของเขาเอง
หรือซื้อเกมส์แถมอาหาร??
ซึ่งเขาก็มองเห็นว่า กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์หลักๆ
ของแบรนด์ก็คือ เหล่าเกมส์เมอร์ที่เล่นเกมส์อยู่ประจำ




Burger King ได้ผลิต game ออกมา 3 game
คือ Pocketbike Racer, Big Bumpin และ Sneak King
ออกขายในช่วงก่อนเทศกาลวันหยุดปลายปี
โดยขายพร้อมกับชุดเมนูพิเศษ
เชื่อหรือไม่ว่าภายใน
5 อาทิตย์แรกที่ออกวางตลาด Burger King
สามารถที่จะขายเกมส์นี้ได้มากกว่า 2.4 ล้านเกมส์
ซึ่ง
Microsoft ได้มอบ platinum certificate
ให้อีกด้วยในฐานะที่ติดอันดับเกมส์ที่ขายดี
และผลจากการที่เกมส์ขายดีและเป็นที่นิยมนั้น
เลยทำให้ยอดขายและกำไรของ
Burger King เพิ่มขึ้นกว่า 40% ในเวลาถัดมา

ล่าสุดแคมเปญของเกมส์ดังกล่าวได้
คว้ารางวัล
Titanium Grand Prix ของ Cannes ปีนี้อีกด้วย
ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับแนวความคิดสร้างสรรเชิงนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน


 

รายละเอียดและมูลค่าของตลาดเกมส์นี้
จะยิ่งใหญ่และโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี ยังไง
ก็ต้องติดตามข้อมูลกันต่อไปนะคับ
ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก
http://rongworld.blogspot.com/


ที่มา : Ad Blog : โฆษณาในเกม ของเล่นที่เป็นเงิน



POSITIONING MAGAZINE


2. สร้างเกมส์ขึ้นมาเพื่อทำการโฆษณาเอง ( Adver Game )
วิธีการนี้ มักเป็นที่นิยมมาก ในหมู่นักการตลาด
เจ้าของสินค้าแบรนด์ต่างๆ
ซึ่งจะสามารถควบคุมสิ่งที่อยากจะบอกให้กับคนที่เข้ามาเล่นเกมส์
ไม่ว่าจะเป็นจากวิธีการเล่น
ที่อาจจะให้สะสมตัวอักษร หรือสิ่งของที่อยู่เพื่อเก็บคะแนน
แล้วสิ่งของที่เก็บเหล่านั้นก็อาจจะสื่อ
เป็นส่วนผสมต่างๆ ที่เป็นของ ผลิตภัณท์เอง



Let’s Solo (www.letssolo.com ตอนนี้ออฟไลน์แล้ว)
เกมส์ที่เข้าไปเล่นจากเวบไซต์
เพื่อทำการโปรโมต คอนโดของ
Noble SOLO
ให้เป็นที่จดจำหรือพูดถึงของชุมชนชาวอินเตอร์เนต
สิ่งที่สื่อ ภายในเกมส์สะท้อนมาจากกลุ่มเป้าหมาย
ที่มักชอบเรื่องสนุก เรื่องท้าทาย
และเกมส์ที่เล่นไม่ใช่เป็นเกมส์ที่น่าเบื่อมามัวแต่ขายของ
ที่ทำมากไปก็จะเกิดผลเสียกับแบรนด์ด้วยซ้ำ



โดยเมื่อหลังจากเล่นเกมส์จบ
ก็จะแอบแฝงโฆษณาเข้าไปตอนท้าย 



หลังจากเกมส์ออนไลน์ออกไป
ได้ทำการสำรวจ วิธีการโฆษณาแบบนี้กับคนที่เข้ามาเล่น
ผู้บริโภคส่วนมาก จะรู้สึกจดจำแบรนด์  โนเบิ้ล ได้
และไม่รู้สึกส่งผลเสีย ที่มีโฆษณาแฝงอยู่ในเกมส์

ข้อแนะนำสำหรับคนที่ทำด้านมาเกตติ้ง
เกมส์ไม่ได้ทำให้คนที่เข้ามาเล่น แล้วไปซื้อของชิ้นนั้นได้เลย
อย่างเช่นใน Let's solo นี่ คงไม่มีใครมาเล่น
แล้วไปซื้อคอนโด โนเบิ้ล เลยทันที ยังมีอีกหลายเรื่อง
ประกอบการตัดสินใจ

แต่สิ่งที่ช่วยได้จากเกมส์ก็คือ
คนที่เข้ามาเล่น ได้จดจำแบรนด์ หากเกมส์สนุก
เขามาเล่นบ่อยครั้ง หรือแนะนำต่อให้เพื่อนๆ
ก็ยิ่งจะตอกย้ำให้แบรนด์เขาเป็นที่จดจำได้มากขี้น
เมื่อวันหนึ่งเขาหากต้องการซื้อคอนโดจริงๆ
เขาจะศึกษาจากแบรนด์ที่เขาจดจำได้ก่อน
หากเหมาะสมกับเขา การซื้ออาจจะไม่ยาก

นอกจากนั้นยังมีแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง BMW
ที่สร้างเกมส์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง




BMW บริษัทผลิตรถยนต์ยี่ห้อดังจับมือกับบริษัทเกม
เตรียมปล่อยฟรีแวร์ "
BMW M3 Challenge"
ลงเครื่องพีซีในช่วงปลายปีนี้
เกมดังกล่าวจะแสดงศักยภาพและเครื่องยนต์ขนาด
420 แรงม้า
ของรถรุ่นใหม่
BMW M3 ที่จะเปิดตัวในปลายปีนี้

       
เกม BMW M3 Challenge
จะพัฒนาโดย Blimey!Games demonstrate
และจัดจำหน่ายโดย 10TACLE STUDIOS AG
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผลงานเกมรถแข่งมาแล้วกับเกม
GT Legends บนเครื่องพีซี
       
สำหรับการพัฒนาเกมฟรีแวร์เกมตัวนี้
จะได้ทีมงานวิศวกรของบีเอ็มดับบลิวเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
รูปแบบของตัวรถในเกมจะออกแบบให้เหมือนกับรถจริง
ที่เตรียมจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ทั้งในด้านศักยภาพของรถ
,
เสียงเครื่องยนต์ และ มุมมองเมื่ออยู่ในรถ
นอกจากนั้นเกมจะมีการจำลองสนามแข่งรถในเนิร์นแบร์ก
ประเทศเยอรมนีมาไว้ในเกมอีกด้วย
  -- -ข้อมูลจาก Manager.co.th

entry หน้ามาว่ากันต่อเรื่องเกมส์นะคับ
ต่อจากเอนทรี่ ที่แล้วนะคับ
ถ้าจะว่ากันไปแล้วตลาดโดยรวมของเกมส์นั้น
สามารถขายได้มากกว่าหนังฮอลลีวู้ดถึง
2.5 เท่า
จึงไม่แปลกครับที่เราจะเห็นภาพยนต์หลายๆเรื่อง
สร้างจากเกมส์ยอดฮิตทั้งหลาย
อย่างเช่น
Final Fantasy, Tomb Raider, Resident Evil ฯลฯ
เนื่องจากว่ามีกลุ่มที่เป็นแฟนพันธ์แท้ของเกมส์นั้นอยู่แล้ว


ปัจจุบันนี้มีเกมส์ มากกว่า
500 ล้านเกมส์ทั่วโลก
โดยกระจายอยู่ในทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็น เกมส์ที่เล่นกับโทรทัศน์ (
Console Game)
เกมส์ที่สามารถพกพาได้ (Handheld Game)
เกมส์ตู้ (Arcade Game)
เกมส์ที่เล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC Game)
รวมไปถึงเกมส์ที่เล่นผ่านอินเตอร์เน็ท (Online Game)
หรือแม้กระทั้ง เกมส์ที่เล่นบนมือถือ (Mobile Game)

โดยมูลค่าการตลาดของเกมส์
และการเข้าถึงความสนุก
และความบันเทิงที่ผู้เล่นเปิดใจยอมรับได้โดยง่าย
เพราะในการเล่นเกมส์ ผู้เล่นจะต้องใช้สมาธิพอสมควรในการเล่น
เมื่อพบเห็นสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในเกมส์

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่น, เนื้อเรื่องที่เล่น
ก็สามารถจดจำได้อย่างง่าย
จนนักการตลาดหลายๆคนมักจะทำโฆษณาที่เข้าไปผนวกกับเกมส์
โดยทั่วไปวิธีการที่ใช้นำเสนอโฆษณา
โดยใช้เกมส์เป็นตัวชักจูงผู้คนให้เข้ามาเล่น
มักใช้กัน 2 วิธีก็คือ

1. ทำโฆษณา ให้ไปอยู่ในเกมส์ (
In-game advertising )
โดยหลักๆ นักการตลาดก็มักจะใช้กลุ่มเป้าหมายของคนเล่นเกมส์
แล้วเอาแบรนด์ ของเขาใส่เข้าไป
เป็นส่วนหนึ่งในเกมส์  โดยทั่วไปจะเข้าไปเป็นสปอนเซอร์
หรือซื้อในลักษณะเป็นสื่อให้เข้าอยู่ในเกมส์
โดยฐานข้อมูล ของผู้เล่นก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของเกมส์ 
เจ้าของแบรนด์เหล่านั้นจะไม่ค่อยสามารถควบคุม
หรือสิ่งที่ต้องการอยากจะบอกได้เท่าไร
การเข้าไปเป็นโฆษณาปรากฏอยู่ในเกมส์ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ออนไลน์ หรือ ออฟไลน์



มีป้ายแมคโดแนล อยู่ในเกมส์ ที่สื่อให้เกมส์เมอร์ระดับ ฮาร์ดคอร์
ได้เห็น และไม่อยากออกไปทานอาหารข้างนอกได้สั่งซื้อ มากินที่บ้าน
ระหว่างที่เขาได้เล่นเกมส์ไป



Adidas ที่ใส่อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าของนักบอล เสื้อผ้า
ลูกฟุตบอลต่างๆ ที่อยู่ในเกมส์
Winning Eleven เกมส์ฟุตบอลที่ได้ชื่อว่า
มีผู้เล่นมากที่สุดในโลก


 




หรือแม้แต่กระทั่ง โค้ก ที่เอาแบรนด์ใส่ลงไปในเกมส์
ที่เป็นเวอร์ชั่นพิเศษ
ทำเสริมโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมยอดขาย

ผลตอบรับต่างๆเหล่านี้
อาจจะไม่สามารถวัดได้ด้วยยอดขายของสินค้าแบรนด์ต่างๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ ก็คือ แบรนด์เหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในใจ
เป็นที่จดจำ ของเหล่าคอเกมส์
เพราะที่แน่นอนว่าเหล่าคอเกมส์ เป็นกลุ่มเป้าหมายชั้นดีทีเดียว
ที่จะมาซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น

เอนทรี่ หน้ามาอ่านอีกวิธีที่นำเกมส์ไปใช้กับการตลาด
นะคับ


เรื่องเด็กๆ  เล่นๆ แต่ไม่เด็กๆ และเล่นๆ อีกต่อไป   

คอลัมท์ของเล่มนี้จะเป็นที่โปรดปรานสำหรับหลายๆคน
โดยเฉพาะคนเขียนเอง และหลายๆคนที่ชอบเล่นเกมส์
และโปรดปรานเกมส์ ที่ใช้เป็นสิ่งให้ความบันเทิง
ความสนุกในบ้านราคาถูก ( แต่เครื่องเล่นบางเครื่องไม่ถูก )
ที่สามารถนำความสนุก
ความบันเทิงยามว่าง ในที่บ้าน หรือนอกบ้าน ( เครื่องเล่นเกมส์พกพา)
บางเกมส์อาจจะถูกสร้างมาเพื่อเล่นยามอยากผ่อนคลาย
หรือบางเกมส์สร้างขึ้นมาเพื่อความสนุก
และให้เล่นต่อเนื่องในเวลาที่นาน
เกมส์หลายเกมส์จึงถูกสร้างมาเป็นเรื่องราวต่างๆ
ราวกับเป็นหนังภาพยนต์
ที่ผู้เล่นเข้าไปมีบทบาท หรือเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องนั้น
( ซึ่งส่วนใหญ่มักจะให้ผู้เล่นเป็นพระเอกอยู่แล้ว )

เกมส์ในมุมมองของผู้ใหญ่ไทยบางคน
มักถูกมองเป็นผู้ร้าย
ที่ทำให้เด็กเสียเวลาเล่นกับสิ่งไร้สาระ
เสียการเรียน หรือทำให้เด็กก้าวร้าว
เอะอะ เมื่อเด็ก หรือมีผู้ใหญ่ทำเรื่องรุนแรง
ก็มักจะมีข่าวว่าเด็ก หรือคนนั้น
ชอบเล่นเกมส์ ที่เน้นความรุนแรง
และพาลให้คิดว่าเกมส์มีส่วนทำให้คนนั้น
กระทำสิ่งที่รุนแรงลงไป

แต่สิ่งที่จะสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใหญ่กลุ่มนั้นก็คือ
เกมส์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมบันเทิง
ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมบังเทิงประเภทต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ , เพลง ฯลฯ

นอกจากนี้ ยอดขายในอดีตกับปัจจุบันต่างกันลิบลับ
ไพรซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส บริษัทบัญชีชื่อดังของโลก
บอกว่า ภายในอีก
3 ปีคือพ.ศ.2551
อุตสาหกรรมวีดีโอเกมส์ จะมีมูลค่าถึง 55,000 ล้านดอลล่าร์
เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมดนตรี ที่มีมูลค่า 33,000 ล้านดอลล่าร์แล้ว
ดูเหมือนว่าวงการดนตรีดูเล็กไปถนัดใจ





นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ทำให้อึ้งอีกครับ
หลายท่านคงจะรู้จักหนังเรื่อง
Spiderman กันเป็นอย่างดี
แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ารายได้ในวันเปิดตัวหนังวันแรก
ของภาคสองนั้นสามารถทำได้ถึง
40 ล้านเหรียญ
แต่ก็ยังน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้จากการขายวันแรก
ที่เปิดตัวเกมส์แอคชั่นที่ชื่อว่า
Halo 2
ซึ่งสามารถทำรายได้ในวันนั้นถึง 100 ล้านเหรียญ




เอ็นทรี่หน้า ค่อยมาว่ากันต่อเรื่องเกมส์นะคับ

edit @ 20 Dec 2007 13:47:40 by @dver

ต่อจาก entry ที่แล้วนะคับ
ใครเพิ่งเข้ามาอ่านลองย้อนกลับไปอ่านที่
http://adverblog.exteen.com/20071109/lipton-3-case-study-1
ก่อนนะคับ

เราใช้ไอเดียที่ชื่อว่า “Good Mood at 3” ด้วยสิ่งที่สื่อว่า
”Lipton Milk Tea bring you a good mood”

สื่อออนไลน์ ที่จะเน้นให้พนักงานออฟฟิคต่างๆ
ได้เข้ามาเล่น
โดย วิธีการโปรโมต จะใช้ออนไลน์มีเดีย
เช่น แบนเนอร์  ที่สื่อให้ถึง อยากผ่อนคลาย ,
อยากรู้สึกดี ยามบ่าย เข้ามาที่เวบ
www.liptonat3.com 
โดยเลือกลงกับเวบไซต์ ที่พนักงานออฟฟิค เข้าไปมากที่สุด
อย่างเวบผู้จัดการ, เวบสนุก ฯลฯ

และสิ่งที่พิเศษ เมื่อเข้ามายังเวบผู้จัดการ
เมื่อตอนบ่าย 3 จะมีแบนเนอร์ที่พิเศษสุด









และเมื่อคลิกที่แบนเนอร์เหล่านี้
จะลิงค์ตรงไปยังเวบ
www.liptonat3.com
ภายในเวบนี้จะมี กิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ ที่เล่นให้ผ่อนคลาย
เรื่องสนุกๆ ในออฟฟิค   หรือเรื่องขำๆ สนุกๆ ที่มีอ่าน 
และวิธีที่ทำให้คุณผ่อนคลายยามบ่าย
และมี
Widget โปรแกรมที่จะให้พนักงานออฟฟิค
เข้าไปดาวน์โหลดและนำมาติดตั้งภายในคอมพิวเตอร์ของเขา





หลังจากติดตั้งในคอมพิวเตอร์ของเขา
จะพบกับ
Good Mood@ 3 Clock
ที่จะเป็นนาฬิกา ที่เป็นเวลาภายในเครื่องของเขา



 



แต่เมื่อหากนาฬิกา ถึงเวลาบ่าย 3
แล้วพบ
Good Mood ในวิธีการต่างๆ
ที่จะทำให้คนเข้าไปผ่อนคลาย
แบบสดชื่นๆ ในเวบ
Liptonat3.com



และกิจกรรมที่พิเศษสุดในเวบไซต์ www.liptonat3.com



ที่นอกจากคนที่เข้ามาเล่นได้ สดชื่น ผ่อนคลายแล้ว
คุณยังสามารถส่งความสดชื่น
ผ่อนคลายไปให้ยังเพื่อนของคุณให้ได้ประหลาดใจกัน
ที่ให้คุณเลือกได้ 3 วิธี ด้วยกัน



ทีมแดนซ์ อารมณ์ดี
ที่ส่งไปเพื่อนคนไหนที่ง่วงๆ ยามบ่าย
จะมีสองสาว ไปเรียกความคึกคักกันทั้งออฟฟิค









ส่งอารมณ์ดีไปกับช่อดอกไม้
เหมาะสำหรับคนที่มีความรู้สึกที่ดีให้แก่กัน
อาจจะเป็นคู่รัก หรือคนอินเลิฟ
หรือเป็นกำลังให้ช่วงบ่ายๆ ที่สามารถส่งคำอวยพร
หรือความรู้สึกดีๆ เป็นข้อความไปพร้อมกับดอกไม้







โชว์กีตาร์เรียกยิ้ม
ที่สามารถคลายเหงาแบบผ่อนคลาย ด้วยมือกีตาร์
ไปบรรเลงเพลงสดๆ
ให้ฟังเรียกความสดชื่น สดใส กลับคืน กันทั้งออฟฟิค






นอกจากทีมที่ส่งทั้ง 3 นี่แล้ว ยังไปพร้อมกับทีม แจกลิปตันมิลล์ที ให้ทดลอง
ได้ดื่มแบบผ่อนคลายกันทั้งออฟฟิค




ผลตอบรับที่ได้อย่างเกินคาด
ที่นอกเหนือจากคนที่เขามาในเวบไซต์ เกิน 120,000 คน
และมีจำนวนหน้าที่ได้เปิดเข้าไปเล่นเกิน 500,000 หน้า
ตลอด 3 เดือนนี้ ยังได้ยอดผู้ที่ได้ทดลองชิม ลิปตันมิลล์ที เกิน 6 แสนคน
กิจกรรมที่สร้างความสดชื่น และประหลาดใจ
ยังได้รับคำกล่าวถึงและเป็นที่จดจำให้กับผู้ที่ได้สัมผัส
กับกิจกรรมที่เข้าไปในออฟฟิคต่างๆ และที่สำคัญ ลิปตันมิลล์ที
มักจะเป็นเครื่องดื่มที่มีอยู่ในห้องครัว
ตามออฟฟิคเหล่านั้น ในเวลาต่อมา

ผลงานของ ทีม
JWT Connect



edit @ 12 Nov 2007 13:55:07 by @dver


Lipton @ 3 campaign

(จะเขียนเล่าเป็น 2 ตอนนะคับ )

ช่วงเวลาบ่าย 3  ช่วงเวลาที่น่าเบื่อ, ง่วงนอน,
ไม่สดชื่น ของพนักงานบริษัททั้งหลาย
จะทำอย่างไรดีที่ให้ช่วงเวลาบ่าย 3 นี่ละ ที่เป็นเวลาสดชื่น
แล้วตื่นเต้น อย่างสนุกสนานขึ้นมา?

ลิปตัน
@3 นี่ละจะทำให้บ่าย 3
จะเป็นช่วงเวลาที่สดชื่น สำหรับทุกๆคน



ที่มาของแคมเปญนี้
เริ่มต้นมาจากที่ ลิปตันต้องการสร้าง
การรับรู้ และมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์
(เกิดการทดลองชิม ลิ้มรสชาติ และซื้อในที่สุด)
เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของลิปตัน
ที่ชื่อว่า ลิปตันมิลล์ที (
Lipton Milk tea ) ที่นอกจากจะมีหนังโฆษณา
หรือโฆษณาตามสื่อปกติทั่วไปแล้ว
ยังอยากที่จะสร้างกิจกรรมกับคนที่อยู่ในออฟฟิค
ที่เป็นพนักงานบริษัท ต่างๆ ทั่วไป ที่วันทั้งวัน
นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิคทั้งวัน
ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของตัวลิปตันมิลล์ที

ความท้าทาย
สิ่งท้าทายที่ถือว่าเป็นคู่แข่งในประเภทเครื่องดื่ม
ที่อยู่ในใจพนักงานบริษัททั่วไป
ที่นึกถึงเมื่อยามง่วงนอน
หรืออยากเรียกความสดชื่น คือ กาแฟ

จะทำอย่างไร ที่เมื่อตอนบ่ายๆ  เมื่อพนักงานออฟฟิคเบื่อ
หรือง่วงนอน เขาจะหันมาดื่มชา
แทนที่จะเป็นกาแฟ ที่จะทำให้เขาได้สดชื่น
ขึ้นมายามบ่าย ได้เหมือนกัน

ไอเดีย และวิธีการ
จากวิเคราะห์ จากผลการวิจัย
และข้อมูลที่ได้สอบถามจากหนุ่ม- สาว พนักงานบริษัททั่วไป
ช่วงเวลาที่หน้าเบื่อ ง่วงหิว อ่อนล้า
มากที่สุดในการทำงานแทบทุกวัน
หลังจากกลับมาจากทานข้าวเที่ยง
ก็คือ บ่าย3 เพราะเป็นเวลาที่คนกลับมาทำงาน
แล้วอาการหิว ( เกิดจากทานข้าวเที่ยงน้อย )
ง่วง จากเมื่อคืนนอนไม่พอ และเริ่มเกิดอาการอยากจะหลับ
หรือล้า จากงานที่ทำ สิ่งที่พนักงานมักจะทำ
คือหากิจกรรมที่ ผ่อนคลายให้หายจากอาการต่างๆ เหล่านี้
หากออฟฟิค ไหนที่มีระเบียบที่ไม่เคร่งเครียดมากนัก
จะออกไปหาซื้อของกินเล่นขึ้นมาทาน
แต่ หาออฟฟิคไหนที่เคร่งเรื่องกฎ ระเบียบ
สิ่งที่ทำได้ก็คือ อาจจะเข้าไปในครัวไปหาเครื่องดื่มมาดื่มให้สดชื่น 
หรือหากคนไหนที่ลุกออกจากที่นั่งบ่อยๆ ไม่ได้
เขาอาจจะเข้าไปหากิจกรรม เกมส์ หรือสิ่งต่างๆ
ในอินเตอร์เนต เพื่อให้ผ่อนคลาย
และข้อมูลเครื่องดื่มในออฟฟิคที่เขาเหล่านั้นจะดื่ม
เพื่อผ่อนคลายนั้น เขาจะมักไม่ดื่มกาแฟ
เพราะกาแฟเขาจะดื่มในตอนช่วงเช้าเป็นหลัก
หลังจากช่วงบ่ายแล้ว
กาแฟ หากถ้าดื่มไป จะทำให้มีผลช่วงเวลากลางคืน
สำหรับหลายๆคนอาจจะนอนหลับได้ยาก

ไอเดียของ ลิปตัน
@3 จึงเกิดมาจากจะทำอย่างไร
ให้ช่วงเวลาบ่าย 3 นี้ เป็นช่วงที่เขาได้สดชื่น
หายง่วง และผ่อนคลาย ได้ในเวลารวดเร็ว
และพร้อมที่จะกลับไปทำงานต่อในเวลาที่เหลือ
สอดคล้องไปถึงตัวลิปตันมิลล์ที เอง
ที่อยากให้เข้าไปเป็นเครื่องดื่มของเขาเหล่านั้น
ในช่วงเวลาบ่าย 3 ที่เราใช้ไอเดียที่ชื่อว่า
“Good Mood at 3”
ด้วยสิ่งที่สื่อว่า
”Lipton Milk Tea bring you a good mood”



สิ่งที่นำเสนอกิจกรรมเพื่อที่จะเข้าถึงพนักงานบริษัทได้
คือ ทีม
Good Mood เข้าไปยังตึกสำนักงานต่างๆ
เพื่อทำการแจก ลิปตันมิลล์ที ให้เขาได้ทดลองดื่ม

ไว้ตอนหน้าจะมาเล่างาน Creative
ที่ออกมาเป็น execution ต่างๆ ให้นะคับ




Kilroy travels
Antarctica- Go before it's too late




กระแสโลกร้อน ไม่เพียงแต่ให้คนทั่วโลกได้ตระหนัก
และช่วยกันร่วมมือกันแล้ว
การตลาดของสินค้าต่างๆ ก็เข้าไปอยู่ในกระแสด้วย
อย่างเช่น บริษัททัวร์ "Kilroy travel"
เอาเรื่องการนำเที่ยวที่ขั้วโลก Antarctica
มาโยงกับโลกร้อน ที่บอกว่า ไปก่อนที่มันจะสาย
หรือไปก่อน ที่โลกร้อน แล้วน้ำแข็งละลายหมด

ต่อจากตอนที่แล้ว http://adverblog.exteen.com/20071004/entry

จะเห็นได้ว่า
งานโฆษณาเพื่อสาธารณะประโยชน์
ของต่างประเทศได้รณรงค์อย่างเข้มข้น
ทั้งไอเดีย และวิธีการนำเสนอ
เพื่อเป้าหมายหลักที่จะทำให้ คนดู หรือคนที่ได้เห็น
เกิด ทัศนะคติ ที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น
ได้ตระหนักคิด, ร่วมมือ, ลงมือทำให้สังคมดีขึ้น

และผลตอบรับหลังจากสื่อสารออกไป ถือว่าได้ผลที่ดีมาก

วกกลับมาดูงานแคมเปญที่ รณรงค์เพื่อสังคม
หรือ งานโฆษณาเพื่อสาธารณะประโยชน์ ของบ้านเราบ้าง
ล่าสุดก็งาน(ที่ได้ทำ) รณรงค์เพื่อให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีน
เพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ สื่อที่น่าสนใจ ที่หลากสินค้า
หรือหลายองค์กรนิยมใช้ในตอนนี้ ก็คือสื่ออินเตอร์เนต
วิธีการรณรงค์ ไม่ใช่วิธีการที่น่าเบื่ออีกต่อ
ที่น่าเบื่อเพราะส่วนมากชอบเปิดเวบ
แล้วให้คนเข้ามาอ่านข้อมูล ข่าวสารต่างๆ อย่างมากมาย
และไม่น่าสนใจแก่กลุ่มเป้าหมายของผู้ใหญ่อินเตอร์เนต
ซึ่งส่วนมากจะเป็นคนอายุช่วงประมาณ 15-45 ปี

โดยวิธีการสื่อสารจะทำการเปิดเวบที่ชื่อ
www.kaiwadyai.com
( ลองเข้าตาม)


จะสื่อเป็นในลักษณะเกมส์ ที่พ้องกับสถานการณ์ที่คนเมืองคุ้นเคย
คือบนรถไฟฟ้า


สร้างเรื่องสมมติที่ว่า ทุกคนในรถไฟฟ้าคนที่คุณขึ้นมานี้ เป็นไข้หวัดใหญ่
และพร้อมที่จะแพร่เชื่อมาสู่คุณแม่ของคุณ
ที่ท่านอายุมาก และภูมิคุ้มกันน้อย



สิ่งที่คุณทำได้คือการป้องกันไม่ให้คนที่ร่วมเดินทางด้วยกันนั้น
ไอ หรือจามใส่คุณแม่คุณได้ โดยการเอาผ้าเช็ดหน้าไปปิดปาก
ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะจาม
และหากถูกจามใส่จะทำให้คุณแม่ภูมิคุ้มกันลดลง
และป่วยในที่สุด



ท้ายสุดไม่ว่าคุณจะป้องกันการจามจากคนอื่นยังไง ก็ไม่สามารถป้องกันได้
ทางที่ดีที่สุด คือการพาคุณแม่ไปฉีดวัคซีน

และถ้าเลือกพาคุณแม่ไปฉีดวัคซีนแล้วนั้น

จะเป็นการให้ข้อมูลของไข้หวัดใหญ่ ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อของไข้หวัด
อาการ, การปฎิบัติตัว, การรักษา
และข้อมูลของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไปในตัว


ซึ่งผลที่ตอบรับจากคนที่ได้เข้ามา ถือว่าดีมาก
ที่ได้รับความสนุกจากเกมส์
และได้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่
และได้กระตุ้นให้กลุ่มที่เล่นอินเตอร์เนต
ได้กลับไปใส่ใจในผู้สูงอายุ ไม่ว่าคุณแม่ คุณพ่อ คุณปู่-ย่า ตา-ยาย
เพื่อพาเขาไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ที่ง่ายมาก
กว่าที่คุณจะป้องกันคนรอบข้างมาแพร่เชื้อโรคใส่เขาเหล่านั้น




Adverblog
View full profile