2007/Apr/05



ข้อมูลจาก บล๊อค คุณ
TheQueenofNostalgia
http://www.oknation.net/blog/saisoi/2007/03/29/entry-1
ขอบคุณที่เขียนแชร์มาด้วยนะคับ ผมเลยได้มาแชร์ต่อ


แคมเปญนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1997
โดยเอเยนซี่ TBWA Chait/Day ที่นิวยอร์ก

ขณะนั้นเป็นช่วงที่ คุณ Steve Jobs
กลับเข้ามาบริหาร Apple inc. จากสภาวะย่ำแย่
Jobs ต้องการจะวางตำแหน่งทางการตลาดให้ Apple
เป็นแบรนด์สำหรับกลุ่มคน Creative
ซึ่งโฆษณาชุดนี้ ก็ทำให้ Apple
เร่ิมต้นเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภค (เฉพาะกลุ่มที่ว่า) ได้เป็นอย่างดี







เนื้อหาคือการนำทัศนคติ “คิดต่าง”
ของบุคคลสำคัญหลายคนในศตวรรษที่ 20 ขึ้นมาพูดถึง
แบบง่ายๆ โฆษณาเซ็ทนี้
จึงเป็นเรื่องราว Attitude ของ Brand ล้วนๆ
ไม่มีเรื่องของสินค้าใดๆทั้งสิ้น
กลยุทธ์การสื่อสารของ Apple ตอนนั้น
คือ ออกโฆษณา Branding ไปก่อน
แล้วจึงปล่อยให้โฆษณาตัวสินค้า่คอมพิวเตอร์รุ่นต่างๆ
ของ Apple ตามออกมาทีหลัง
โดยเน้นบอกคุณลักษณะของสินค้าอย่างตรงไปตรงมา
ซึ่งจัดว่าเป็นงาน Hard sale
ที่มากับไอเดียและสไตล์ดีๆ

(สิ่งที่พูดในหนัง / เสียงพากษ์โดย Richard Dreyfuss)



Here’s to the crazy ones.
แด่คนเพี้ยนเหล่านี้

The misfits.
คนที่ไม่เข้าพวก

The rebels.
ขบถ

The troublemakers.
ตัวปัญหา

The round pegs in the square holes.
เหมือนตะปูมน ที่ต้องตอกลงในรูเหลี่ยม

The ones who see things differently.
คนที่มองโลกต่างออกไป

They’re not fond of rules.
พวกเขาไม่ติดกับกฎเกณฑ์
And they have no respect for the status quo.
และพวกเขาไม่สนใจสถานะที่เป็นอยู่

You can quote them, disagree with them
คุณอาจจะพูดถึงเขา หรือไม่เห็นด้วยกับเขา
glorify or vilify them.
จะยกย่องหรือประณามพวกเขาก็ได้
About the only thing you can’t do is ignore them.
แต่..อย่า “ละเลย” พวกเขา
Because they change things.
เพราะพวกเขาได้เปลี่ยนโลก

They push the human race forward.
พวกเขาทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า

While some see them as the crazy ones,
คุณอาจจะเห็นพวกเขาเป็นคนบ้า
we see genius.
แต่เราเห็น…อัจฉริยะ
Because the people who are crazy enough to think
เพราะพวกเขาบ้าพอที่จะคิดว่าจะเปลี่ยนโลกได้
they can change the world, are the ones who do.
และเขาก็เปลี่ยนได้จริงๆ




บุคคลในหนัง (in order of appearance)

1. Albert Einstein: คงรู้จักนะคะ

2. Bob Dylan: นักร้อง นักแต่งเพลง

3. Martin Luther King: คงรู้จักเนอะ ที่ต่อต้านการเหยียดผิว

4. Richard Branson: เจ้าพ่อ แบรนด์ เวอร์จิ้น

5. John Lennon & Yoko Ono: รู้จักเนาะ

6. Buckminster Fuller: เป็นนักคิด นักออกแบบ
นักเขียนชาวอเมริกัน (ไม่เห็นรู้จักเลย)

7. Thomas Edison: คนนั้นแหละที่ให้แสงสว่างแก่โลก...นานขึ้นกว่าเทียน

8. Mohammad Ali: นักมวย

9. Ted Turner: เจ้าพ่อสื่อ CNN (ที่เดี๋ยวนี้ซื้อได้ด้วย)

10. Maria Callas: เป็นนักร้องโซปราโน่
ที่เอาวิธีร้อง Belle Canto สมัยก่อนมาใช้

11. มหาตมะ คานธี: คงรู้จักกันแน่ๆ

12. Amelia Earhart: เธอคือนักบินหญิงคนแรกของโลก ที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

13. Alfred Hitchcock: ผู้กำกับหนัง Psycho และอื่นๆ

14. Martha Graham: ผู้คิดค้น Modern Dance

15. Jim Henson: และหุ่นมหาสนุกของเขา เจ้ากบเคอร์มิท และหมู พิกกี้

16. Frank Lloyd Wright: สุดยอดสถาปนิกของโลก
งานเด่นคือ พิพิธภัณฑ์ กูเกนไฮม์

17. Pablo Picasso: รู้จักเนอะ

18. เด็กน้อย: ลูกใครไม่รู้เหมือนกัน




Set ต่อมา ข้างบนนี้

แถวบน: Charlie Chaplin / Frank Capra ผู้กำกับอิตาเลี่ยน / Francis Ford Coppola ผู้กำกับโคตรดัง / ใครหว่า....จำไม่ได้

แถวล่าง : คานธี / Nelson Manderla ผู้พยายามหยุดการเหยียดผิวในประเทศอาฟริกาใต้ / เธอนามสกุล รูสเวลท์ น่ะ ไม่รู้เป็นเมีย ปธน. รึเปล่า


http://www.oknation.net/blog/saisoi/2007/03/29/entry-1


edit @ 2007/06/27 14:41:14
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

กินใจจริงๆค่ะ

แต่ดูแล้วแอบหดหู่เหมือนกันนะนี่..
#1  by  ☆[แป้ง].Haมmy*☆ At 2007-04-05 20:20, 
ชอบคำพูดน่ะ...รู้สึกว่าคมดี
#2  by  SinfulMiMic At 2007-04-05 20:32, 
ดีจริงๆคับ
#3  by  goody At 2007-04-05 20:52, 
มันเหมือนออกมาเพื่อสู้กับความเป็นกระแส แฟชั่น
สำหรับเมืองไทยถ้าผมขอยกให้โน้ส อุดม เป็นหนึ่งในความต่าง
คงไม่ผิดอะไร เพราะเขาคือนำจุดเปลี่ยนของความเป็นตลกมาสู่ไทยได้อย่างปัจจุบัน

แล้วพอได้เห็นชื่อแต่ละคน (ที่รู้จัก) ในโฆษณาชิ้นนี้แล้ว
ขนลุกเล็กๆ เพราะเขาทำให้มันต่างได้จริงๆ
#4  by  non (203.113.80.8) At 2007-04-06 21:58, 
โอ๊ะโอ....มี Frank Sinatra ด้วย นักร้องแจ๊ซคนโปรดเลย

เป็นโฆษณาของ Apple อีกชุดที่น่าสนใจดีครับ..
#5  by  Keith At 2007-04-08 20:49, 
โดน....

บ้าพอที่คิดว่าจะเปลี่ยนโลกได้แล้วก็ทำได้จริง เอ้า
#6  by  shiny At 2007-04-23 02:48, 
แจ่มครับ....ขอบคุณมาก...จุดประกายได้เยอะ
#7  by  omyimdesign At 2007-10-17 10:17, 
ในยุคสมัยนี้การโฆษณาเริ่มมีวิวัฒนาการไปมาก เริ่มมีการเน้นนามธรรมมากขึ้น ไม่เน้นขายสินค้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดูอย่างโฆษณาสุราในปัจจุบันก็ได้ โฆษณาตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่เน้นขายแบรนด์เหมือนกัน นับว่าดีมากๆ
ไม่รู้ผมบ้าหรือหรือเปล่า แต่ตอนดูโฆษณานี้ครั้งแรก (นานมาแล้ว) จะร้องไห้เลยครับ น้ำตาซึม..

ชีวิตพวกเข้าน่าสงสารเหมือนกันนะครับ กว่าจะสามารถทำอะไรในโลกนี้ให้ดีขึ้นได้
#9  by  BeN (203.113.39.13) At 2008-01-12 13:58, 
ชอบมากเลยครับ big smile
mvnbvbnvnbv
#11  by   (87.11.159.108) At 2008-01-21 00:23, 
ชอบรูปเลนนอนกับโอโนะจังเลยคะ

ดูโรแมนติกมาก

ประโยคที่พากย์ แจ่มมากเลย
#12  by  R@bbitch_n@m ★ Officially มกจ. At 2008-06-28 23:39, 
เป็นตัวอย่างหลักการทำแบรนด์ ที่ดีครับ
เรียนรู้ ๆๆๆๆ cry
#13  by  MONKIJI321 At 2008-07-25 08:25, 
แวะมาเยี่ยมครับ questionquestion

บล็อกเรานะ confused smile confused smile
>> ฟังเพลง ดาวน์โหลดเพลง MP3
http://countrymusic.exteen.com
#14  by  countrymusic At 2008-08-28 09:11, 
ชอบอ่ะ
รู้สึกว่ามันได้อะไรที่มากกว่าการดูโฆษณาdouble wink
#15  by  zhomao At 2008-10-06 02:27, 
โคตรเจ๋งเลย
ชอบไอสิ่งที่พูดอะ
Hot!
#16  by  หว- At 2009-05-27 20:52, 
ดูแล้วซึ้งเลยค่ะ เหมือนกับดูสารคดีเลยHot!
#18  by  ❤NoRWAN❤ At 2010-02-25 20:19, 
#19  by   (175.101.8.71|148.251.91.38, 175.101.8.71) At 2014-05-15 18:25, 

<< Home


Adverblog
View full profile